ฟังวิทยุออนไลน์

จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 90 วัน "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชน" ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน

นโยบาย “ลดรายจ่าย”

1. การลดรายจ่ายด้านพลังงาน และการคมนาคม
•    ปรับลดราคาค่าไฟฟ้า 3 เดือน
    ปรับลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่งวดบิลเดือน ก.ย. - ธ.ค. 2566  
•    ลดราคาน้ำมันดีเซล
    ปรับลดราคาดีเซลลง 2.50 บาท/ลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาดีเซลจะเหลือไม่เกิน 30 บาท/ลิตร 
          ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. - 31 ธ.ค. 66
•    ลดราคาน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95
    ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 2.50 
          บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. 2566 - 31 ม.ค. 2567
•    ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม LPG
    ตรึงราคาขายปลีก ก๊าซหุงต้ม LPG ขนาด 15 กิโลกรัม ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง  
          ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 66
•    ลดราคารถไฟฟ้า สีม่วงและสีแดง 20 บาท ตลอดสาย 
    ลดค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย โดยเริ่มให้บริการในรถไฟฟ้าในเส้นทางสายสีม่วง (สถานีคลองบางไผ่ - สถานีเตาปูน) จำนวน 10 สถานี และสายสีแดง (สถานีกลางบางซื่อ - สถานีรังสิต) จำนวน 4 สถานี ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าสายอื่นๆ นั้น หลังจากนี้กระทรวงคมนาคมจะแต่งตั้งคณะกรรมการเจรจาร่วมกับภาคเอกชน เพื่อดำเนินการนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ให้ครอบคลุมโครงข่ายในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลในทุกเส้นทาง ตามเป้าหมายภายใน 2 ปีนับจากนี้ต่อไป

2. ครม. เห็นชอบจ่ายเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยว ไร่ละ 1,000 บาท 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
   ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2566/2567 (เพิ่มเติม) ตามที่คณะกรรมการบริหารและจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) เสนอมาตรการให้เงินช่วยเหลือชาวนา (ค่าเก็บเกี่ยวข้าว) ไร่ละ 1,000 บาท ภายใต้โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 วงเงิน 5.6 หมื่นล้านบาท
-    กลุ่มเป้าหมาย : เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2566/2567 ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 4.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
-    วิธีการ : กรมส่งเสริมการเกษตร นำข้อมูลรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2566/2567 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกร ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท 
ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท โดยจะมีการจ่ายเงินเกษตรกรเป็น 
5 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย. - 2 ธ.ค. 2566 โดยใช้เวลา  5 วัน สามารถจ่ายได้ครบทั้ง 77 จังหวัด กรอบวงเงินรวมกว่า 54,336 ล้านบาท ผ่านบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.

3. ช่วยชาวไร่อ้อย ตัดอ้อยสด ลด PM 2.5 120 บาท/ตัน
    ครม. มีมติเห็นชอบเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ในโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น pm 2.5 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยชาวไร่อ้อยจะได้รับเงินสนับสนุนตัดอ้อยสด ตันละ 120 บาท คาดว่า มีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 ราย ทั้งนี้ โครงการฯจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวไร่อ้อย และส่งผลต้นทุนการผลิตอ้อยปรับตัวสูงขึ้น
สาระสำคัญ 
    1. จ่ายเงินสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตามโครงการฯ ในอัตราไม่เกิน 120 บาทต่อตัน เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถดำเนินการเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี และนำไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดที่ทำให้เกิดการลักลอบเผาอ้อย เช่น เกษตรกรใช้เตรียมพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตร หรือการเตรียมร่องดินให้เครื่องจักรกลเก็บเกี่ยวได้ เป็นต้น
    2. ใช้แหล่งเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนเงิน 7,775.01 ล้าน
    3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ ธ.ก.ส. รวมจำนวนเงิน 215.59 ล้านบาท แบ่งเป็น
        - ชดเชยต้นทุนเงินในอัตราต้นทุนทางการเงินของ ธ.ก.ส. ประจำไตรมาส บวก 1 (ปรับเปลี่ยนอัตราต้นทุนทางการเงินตามอัตราที่แท้จริงทุกไตรมาส) ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 2.76 ต่อปี เป็นจำนวนเงิน 214.59 ล้านบาท
        - ค่าบริหารจัดการรายละ 5 บาท จำนวน 200,000 ราย เป็นจำนวน 1 ล้านบาท
    ทั้งนี้ โรงงานต้องจัดส่งข้อมูลคู่สัญญาชาวไร่อ้อยพร้อมจำนวนตันอ้อยสดที่ส่งโรงงานและสำหรับหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อย ซึ่งได้ดำเนินการรวบรวมอ้อยจากชาวไร่อ้อยรายย่อยส่งให้กับโรงงานต่าง ๆ จะต้องแสดงบัญชีรายชื่อชาวไร่อ้อยรายย่อยที่อยู่ในสังกัดพร้อมจำนวนตันอ้อยสด เพื่อที่ ธ.ก.ส. จะได้โอนเงินช่วยเหลือไปยังบัญชีธนาคารของชาวไร่อ้อยรายย่อยโดยตรง โดยกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวช่วงเดือนธันวาคม 2566 - เมษายน 2567
เปิดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย
    1. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานน้ำตาลจะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และได้จัดทำคู่สัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบอ้อย
    2. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตเอทานอล จะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตเอทานอล หรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 
    3. ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดีให้กับโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดงจะต้องเป็นชาวไร่อ้อยที่ได้ทำสัญญาส่งอ้อยเข้าโรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดง หรือขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
   คาดการณ์ว่าจะมีชาวไร่อ้อยที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 140,000 รายและมีผลผลิตอ้อยสดคุณภาพดี 
ปีการผลิต 65/66 กว่า 64.79 ล้านตัน

การขอรับเงินอุดหนุนโครงการฯ ไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้ WTO
    เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้ WTO ในข้อกำหนดด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Green box) ด้านการเกษตร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและราคาสินค้า
สอน. เผยข้อดี “อ้อยตัดสด งดการเผา” ลดฝุ่น PM 2.5
    สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เผยข้อดีของการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยสดคุณภาพดีปราศจากการเผา “อ้อยตัดสด งดการเผา” ใน 3 ด้าน ได้แก่ 
    1. ด้านรายได้ (Income)
•    อ้อยมีน้ำหนักดี ความหวานสูง
•    มีผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อยได้มากขึ้น
•    ผลผลิตน้ำตาลทรายมีคุณภาพ
•    ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และวัตถุปรับปรุงดิน
•    ไม่ถูกตัดราคา
•    ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการวัชพืช
    2. ด้านการจัดการ (Management)
•    มีความยืดหยุ่นในการผลิต
•    ใบอ้อยที่ไม่ถูกเผาจะคลุมดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน
•    การไม่เผาทำให้มีแมลงหางหนีบมากขึ้น (ช่วยควบคุมหนอนกอระบาด)
•    ใบอ้อยที่คลุมดินเป็นที่อยู่ของแมลงศัตรูธรรมชาติ
    3. ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
•    ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ
•    สร้างระบบนิเวศน์ในแปลงอ้อย
•    เป็นการทำเกษตรแบบยั่งยืน

4. รัฐบาลประกาศเดินหน้า “การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ” เป็นวาระแห่งชาติ
    นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง แถลงวาระแห่งชาติ เรื่อง ‘การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ’ เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้สินนอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังและใหญ่เกินกว่าจะแก้ปัญหาได้โดยไม่มีภาครัฐเป็นตัวกลาง ซึ่งการดำเนินการจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ฟื้นฟูความเป็นอยู่ คืนศักดิ์ศรี ความหวัง และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทย  เพื่อไม่ให้ประชาชนกลับไปอยู่ในวงจรหนี้สินนอกระบบอีก
    โดยกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะใช้กลไกการทำงานการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ตั้งแต่การช่วยเหลือลูกหนี้ ไกล่เกลี่ยและประนีประนอมข้อพิพาท การเฝ้าระวังและป้องกัน รวมถึงการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด หลังจากขั้นตอนการไกล่เกลี่ยแล้ว รัฐบาลจะช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะเข้าไปช่วยในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ทั้ง ช่วยปรับระยะเวลา เงื่อนไข และกระบวนการต่าง ๆ  เพื่อให้ประชาชนสามารถชดใช้หนี้ได้ โดยไม่เบียดบังการใช้ชีวิต
เปิดให้ลงทะเบียนหนี้นอกระบบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 
-    เว็บไซต์ https://debt.dopa.go.th
-    แอปพลิเคชัน ThaiID 
-    สายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง    
-    ที่ว่าการอำเภอ
-    สำนักงานเขตทุกแห่งใน กทม.    
ธนาคารรัฐดูแลหนี้นอกระบบ หลังไกล่เกลี่ยฯ และปรับโครงสร้างหนี้
    ธนาคารออมสิน ให้สินเชื่อกับลูกหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท/ราย และระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี รวมทั้งมีโครงการสินเชื่อสำหรับอาชีพอิสระ ไม่เกิน 1 แสนบาท/ราย ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 8 ปี และคิดดอกเบี้ยตามความสามารถของลูกหนี้
    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ดูแลลูกหนี้ที่นำที่ดินไปขายฝากกับเจ้าหนี้นอกระบบ โดยหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วหรือไกล่เกลี่ยฯ เรียบร้อยแล้ว ธ.ก.ส. จะเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่เป็นเกษตรกร ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท/ราย ส่วนเจ้าหนี้นอกระบบ ที่สนใจจะประกอบกิจการให้ถูกกฎหมายสามารถมายื่นขออนุญาตประกอบกิจการพิโกไฟแนนซ์ได้ ปัจจุบันมีผู้ขออนุญาตแล้วกว่า 1,000 รายทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรัฐบาลเข้าไปเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย จะต้องมีการคิดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมาย คือ ไม่เกิน 15% 
ต่อปี หากลูกหนี้รายใดจ่ายเกินยอดหนี้ไปแล้วให้ถือว่าเป็นอันจบกัน
เดินหน้าแก้หนี้ ‘ข้าราชการ’
    โดยภาพรวมหนี้ของข้าราชการทั้งระบบที่อยู่ในระบบเงินกู้สหกรณ์ ขณะนี้ มียอดรวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่กระทรวงศึกษาธิการ ประมาณ 8 แสนคน กระทรวงสาธารณสุข 2 แสนกว่าคน และข้าราชการตำรวจ 2.3 แสนคน สำหรับแนวทางการแก้ไขหนี้สินของข้าราชการนั้น รัฐบาลจะดูแลข้าราชการในระบบสวัสดิการ และดูแลเรื่องการหักเงินเดือนให้ทุกหน่วย
 

นโยบาย “เพิ่มรายได้”

1. กระตุ้นการท่องเที่ยว วีซ่าฟรีนักท่องเที่ยวจีน/คาซัคสถาน/อินเดีย/ไต้หวัน (ไม่เกิน 30 วัน) รัสเซีย (ไม่เกิน 90 วัน) 
รัฐบาลไทยส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน และชาวคาซัคสถาน โดยพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567
•    ครม. (13 ก.ย.66) เห็นชอบ ยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง สัญชาติจีน และ สัญชาติคาซัคสถาน เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว (ไม่ต้องขอวีซ่า) ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 - 29 กุมภาพันธ์ 2567 โดยให้สามารถเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักในราชอาณาจักรไทยได้ “ไม่เกิน 30 วัน”
•    กระทรวงการต่างประเทศได้สนองตามนโยบายรัฐบาลโดยเสนอการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดินทางจีนและคาซัคสถาน ให้สามารถเข้ามาและพำนักในราชอาณาจักร เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นกรณีพิเศษ และเป็นการชั่วคราว เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและความเชื่อมโยงระดับประชาชน รวมทั้งมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566
•     มาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวคาซัคสถานที่จะเดินทางมาไทยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2566 ซึ่งจะสามารถเดินทางมาไทยได้โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา (ไม่ต้องขอวีซ่าจึงไม่มีค่าธรรมเนียม) และเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยอันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมตามนโยบายรัฐบาล
•    เนื่องจาก แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลงแล้ว นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายหลักของไทย ยังมีเพียงประมาณ 2 ล้านคน ห่างจากเป้าหมาย 4.3 ล้านคน ส่วนนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดใหม่ ปีนี้เดินทางมาไทยประมาณ 100,000 คน การยกเว้นการตรวจลงตราเป็นการชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
•    ที่ประชุม ครม. (31 ต.ค. 66) เห็นชอบยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือ วีซ่าฟรี เพิ่มเติมอีก 2 ประเทศ คือ“สาธารณรัฐอินเดียและไต้หวัน” เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 30 วัน มาตรการนี้จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 – 10 พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 6 เดือน
•    จากสถิติข้อมูลนักท่องเที่ยวจากอินเดียและไต้หวัน พบว่า ตั้งแต่เดือน มกราคม – กันยายน 2566 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทย 1,162,251 คน และคาดว่าภายในสิ้นปี 66 จะเดินทางเข้าไทยอีกประมาณ 1.55 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียใช้จ่ายประมาณ 41,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง ขณะที่ไต้หวัน ใช้จ่ายประมาณ 43,000 บาท/การมาท่องเที่ยว 1 ครั้ง คาดว่าภายในปี 66 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 700,000 คน
•    ครม. (วันที่ 16 ต.ค. 66) เห็นชอบ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาตราการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางสัญชาติรัสเชีย เป็นกรณีพิเศษและเป็นการชั่วคราว โดยขยายระยะเวลาการพำนักในไทยของชาวรัสเซียในประเทศไทยจาก 30 วัน เป็น 90 วัน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 เพื่อช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล
•    จำนวนนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่ขอรับการตรวจลงตราประเภทท่องเที่ยวช่วงระยะเวลาดังกล่าว เฉลี่ยประมาณ 10,000 คน ในการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 29 ล้านบาท แต่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
2. ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ป.ตรี 18,150 บาท ภายใน 2 ปี
ครม. มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการแล้ว โดยจะปรับขึ้นในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 2 ปี ในปีงบประมาณ 2567 - 2568 คาดว่าจะเริ่มต้นการขึ้นเงินเดือนงวดแรกได้ภายหลังจากงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ 1 พ.ค. 2567
แนวทางการปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้สรุปผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงาน สำนักงาน ก.พ. 
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณซึ่งได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ” รวมไปถึงลูกจ้างรัฐ ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 2 ครั้ง ให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุในปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยปรับเงินเดือนชดเชยในแต่ละปีให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้เข้ารับราชการก่อนวันที่อัตรา
แรกบรรจุที่กำหนดใหม่มีผลใช้บังคับอย่างน้อย 10 ปี
อัตราเงินเดือนข้าราชการใหม่
การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ ทยอยปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิเพิ่มขึ้น (ทุกคุณวุฒิ) ในอัตราร้อยละ 10 ภายใน 2 ปี มีรายละเอียด ดังนี้

วุฒิการศึกษา ปวช. 
-    ปัจจุบัน 8,400 - 10,340 บาท 
-    ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 10,340 - 11,380 บาท 
-    ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 11,380 - 12,520 บาท
วุฒิการศึกษา ปวส. 
-    ปัจจุบัน 11,500 - 12,650 บาท 
-    ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 12,650 - 13,920 บาท 
-    ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 13,920 - 15,320 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรี 
-    ปัจจุบัน 15,000 - 16,500 บาท 
-    ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 16,500 - 18,150 บาท 
-    ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 18,150 - 19,970 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาโท 
-    ปัจจุบัน 17,500 - 19,250 บาท 
-    ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 19,250 - 21,180 บาท 
-    ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 21,180 - 23,300 บาท
วุฒิการศึกษา ปริญญาเอก 
-    ปัจจุบัน 21,000 - 23,100 บาท 
-    ปีที่ 1 ปรับเพิ่มเป็น 23,100 - 25,410 บาท 
-    ปีที่ 2 ปรับเพิ่มเป็น 25,410 - 27,960 บาท
ทั้งนี้ ยังเห็นควรปรับเพดานเงินเดือนรวมค่าครองชีพชั่วคราว จากเดิมเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 13,285 บาท เป็นเงินเดือนไม่ถึงเดือนละ 14,600 บาท และปรับเพดานขั้นต่ำของเงินเดือนรวมกับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว จากเดิม เดือนละ 10,000 บาท เป็น เดือนละ 11,000 บาท และปรับเงินเพิ่มการครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ
ขั้นต่ำ จากเดิม 10,000 บาท เป็น 11,000 บาท
ส่วนกลุ่มข้าราชการที่บรรจุเข้ามาก่อน 1 - 2 ปี ที่การปรับฐานเงินเดือนใหม่จะเริ่มต้นขึ้นนั้น จะมีการพิจารณาการปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาใหม่ให้มากขึ้นกว่าข้าราชการบรรจุใหม่ที่ได้เงินเดือน 18,000 เล็กน้อย เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างเงินเดือนของข้าราชการเดิมที่เพิ่งเข้ามาก่อนหน้าไม่นานและข้าราชการบรรจุใหม่ด้วยทั้งนี้ ข้าราชการระดับผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้อำนวยการในระดับซี 9 จะไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนเพราะมีฐานเงินเดือนที่สูงอยู่แล้ว

3. ผลักดันกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท
โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) เป็นการกระตุ้นและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะมอบสิทธิการใช้จ่ายเงินจำนวน 10,000 บาท ให้กับประชาชน ที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศใน 2 ด้าน คือ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในระยะสั้นผ่านการบริโภค และการลงทุน และการวางโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และ E-Government ซึ่งเป็นการวางและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
ในระยะยาว
ความคืบหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ด้วยดิจิทัลวอลเล็ต
ล่าสุด (4 ธ.ค. 66) ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.หนองบัวลำภูแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน โครงการเติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท และโครงการ อีซี่ อี-รีซีท (easy e-receipt) ซึ่งทั้งสองโครงการจะทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 6 แสนล้านบาทในปี 2567  
อัปเดตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน 
สำหรับความคืบหน้าของการออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อแจกผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตคนละ 1 หมื่นบาท นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจรว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือสอบถามเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันยังไม่ได้ร่างกฎหมาย แต่เป็นเพียงการส่งคำถามในการออกกฎหมายไปยังกฤษฎีกาเท่านั้น ทั้งนี้ หากคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นชอบ จะเข้าสู่กระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่มาก เนื่องจากมีกฎหมายการเงิน
ที่เกี่ยวข้องไม่กี่มาตราเท่านั้น
•    ครม.สัญจรเห็นชอบโครงการ อีซี่ อี-รีซีท (easy e-receipt) เดิมชื่อชื่อโครงการ อี-รีฟันด์ 
(e-Refund) ที่ให้ประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องชำระภาษี ไปจับจ่ายใช้สอยในวงเงิน 5 หมื่นบาท กับร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษี/ใบรับ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Tax Invoice & e-Receiptกำหนดระยะเวลาใช้จ่าย 45 วัน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2567 
•    ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหากคิดบนฐานภาษี 7 หมื่นบาทต่อเดือน และได้ลดภาษี 20% ของการใช้จ่ายสูงสุด 5 หมื่นบาท เท่ากับว่าได้สิทธิลดหย่อน 1 หมื่นบาท เท่ากับเงินดิจิทัลวอลเล็ต นอกจากนี้ โครงการอีซี่ อี- รีซีท ยังจูงใจร้านค้าในระบบภาษีเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรด้วย

•    เงื่อนไขสำหรับผู้ใช้โครงการ easy e-receipt ได้แก่
-    ผู้ที่ไม่ได้เงินในโครงการ Digital Wallet 1 หมื่นบาท
-    สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท ตั้งแต่เดือน มกราคม 2567 (ยื่นภาษีปี 68)
-    การซื้อสินค้าจากร้านค้าที่อยู่ในฐานระบบภาษี ที่สามารถออกใบกำกับภาษีในรูปอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยนำใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้า-บริการมูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้
เปิดเงื่อนไขการรับเงินดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet)
1. ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป
2. มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาท/เดือน
3. มีเงินฝาก (รวมทุกบัญชี) ไม่ถึง 500,000 บาท 
ทั้งนี้ ประชาชนที่จะได้รับสิทธิต้องผ่านเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทั้ง 3 ข้อ
4. ใช้สิทธิครั้งแรกภายในระยะเวลา 6 เดือน หลังจากเริ่มโครงการ หากไม่ได้ใช้สิทธิที่ก็จะถูกยกเลิกสิทธิโดยอัตโนมัติ
5. เงื่อนไขในการใช้จ่าย
5.1    สิ่งที่ซื้อได้
-    สินค้า อาหาร เครื่องดื่ม สำหรับอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่อำเภอเดียวกับบัตรประชาชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยร้านค้าจะต้องลงทะเบียนรับสิทธิ และร้านค้าที่ขึ้นเงินได้จะต้องอยู่ในระบบภาษี 
5.2 สิ่งที่ซื้อไม่ได้
- สินค้าออนไลน์
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา กระท่อม พืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากกัญชา
- บัตรกำนัล บัตรเงินสด ทองคำ เพชร พลอย และอัญมณี 
- ชำระหนี้ จ่ายค่าเทอม จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ
- ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้
6. ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
7. ระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ เดือนเมษายน 2570 
เปิดไทม์ไลน์โครงการดิจิทัลวอลเล็ต
-    พฤศจิกายน 2566 : ตีความโดยกฤษฎีกาและดำเนินกระบวนการสภา
-    มกราคม 2567 : โครงการ e-Refund
-    พฤษภาคม 2567 : โครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet)
-    มิถุนายน 2567 : โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถ
-    เมษายน 2570 : สิ้นสุดโครงการ

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการฯ 
1.    ประชาชนมีกำลังเงินในการใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต ครอบคลุม 878 อำเภอทั่วประเทศ
2.    เพิ่มรายได้ การจ้างงาน ให้กับร้านค้าในชุมชน/ท้องถิ่น
3.    กระตุ้นระบบเศรษฐกิจของประเทศ ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว  
4.    พัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนเกิดความคุ้นชินกับเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

4. ขยาย OTOP สู่แพลตฟอร์มออนไลน์
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะลงพื้นที่หารือแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ด้วย Soft Power อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ แนะเพิ่มช่องทางการตลาด ขายผ่านออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาสินค้าโอทอปเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยจะสนับสนุนให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เช่น การดีไซน์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องการตลาด ซึ่งทางรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับโลก โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power รวมถึงขอความร่วมมือให้ทูตพาณิชย์ไทย นำสินค้า OTOP ไปเสนอในตลาดต่างประเทศ เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด และเชิญทูตจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์สินค้าไทย เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP สู่ตลาดโลก นำไปสู่การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
ตัวแทนเยาวชน Young OTOP กล่าวว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความตั้งใจสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น สนใจเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเป็นการต่อยอดให้ Young OTOP ได้รับการพัฒนาศักยภาพ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม โดยดึงเสน่ห์เรื่องราว ความเป็นอัตตาลักษณ์ ผลิตภัณฑ์มาสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความร่วมสมัยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสามารถแข่งขันในช่องทางการตลาดได้ อีกทั้งนำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนของท้องถิ่นสู่สายตาชาวโลก 
โดยอยากให้รัฐบาลช่วยพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการ OTOP โดยนำผลิตภัณฑ์ OTOP ไปเชื่อมโยงกับเรื่องของการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมส่งเสริมช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดสากล โดยการเปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ซึ่งผู้ประกอบการขานรับนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ OTOP ให้เป็น Soft Power ด้วย

สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้สินค้า OTOP
รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนในดอกเบี้ยเป็นธรรมเหมาะสม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมดำเนินการจัดสรรพื้นที่ในกรุงเทพฯ สำหรับเป็นศูนย์กลางในการจัดแสดงสินค้า OTOP จากทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยได้สั่งการผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้จัดสถานีรถไฟบางซื่อเป็น Department Store หรือหน้าร้านเพื่อวางขายผลิตภัณฑ์ OTOP ส่วนเรื่องของการขายออนไลน์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการจัดแพลตฟอร์มร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้ามากขึ้นแล้ว ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้ามีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
5. One Belt One Road เส้นทางสายไหม
•    นายกฯ เสนอ แนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในการประชุม High-Level Forum
•    นายกฯ ไทย - ปธน. จีน เน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ มุ่งสู่ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568
•    วันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ณ East Hall มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปสาระสำคัญดังนี้ 
-    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับที่อบอุ่นในการเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ครั้งที่ 3 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีจีน และยินดีต่อวาระการครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) รวมถึงความสำเร็จในการจัดการประชุมฯ
-    นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยืนยันสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่มีมายาวนาน 
ตามประโยคที่ว่า  “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” พร้อมเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านไทย-จีน ที่ใกล้ชิด การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญประธานาธิบดีจีนเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสที่สะดวก

ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ร่วมกัน ดังนี้

•    ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายมองว่า ความท้าทายทางเศรษฐกิจของโลก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จึงยินดีร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการตอบสนองต่อความท้าทาย รวมถึงเห็นพ้องการเพิ่มพูนการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ 
เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของไทย รวมทั้ง นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเกี่ยวกับโครงการ Land Bridge เชิญชวนให้มีการลงทุน ทั้งนี้ ไทยยังเห็นความสำคัญของนักลงทุนจีน ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาจีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับแรกของไทย 
ซึ่ง ประธานาธิบดีกล่าวว่านักลงทุนจีนก็มีความสนใจในการลงทุนใน mega project ของไทย
•    ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีมองว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นนโยบายที่จะสามารถดำเนินการและเกิดผลประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว (Quick win) ไทยจึงออกนโยบาย Visa Free ชั่วคราวสำหรับชาวจีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการไปมาหาสู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ได้มากขึ้น โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเสียใจที่มีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า ยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเยียวยาผู้เสียหาย
อย่างเต็มที่ และการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิด และให้ความสำคัญกับการดูแล
ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาการตกลงเรื่องการยกเว้นตรวจลงตราระหว่างกัน

•    ความร่วมมือด้านความมั่นคง จีนยืนยันความร่วมมือกับไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และส่งผลต่อการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยร่วมกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ ปัญหา Call Center การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด
 
•    ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและจีนได้หารือร่วมกันถึงแนวทางสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong - Lancang Cooperation: MLC) อาเซียน-จีน และสหประชาชาติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาภูมิภาคและโลก

6. ขยายเวลาปิดสถานบริการ นำร่อง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี
•    เปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 นำร่อง 4 จังหวัด “กทม. เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต” ย้ำการขยายเวลาเปิดสถานบริการเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
•    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขยายเวลาเปิดสถานบริการเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว ไม่ใช่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่ในระยะยาวถ้าเราสามารถเปิดระยะเวลาได้ยาวขึ้น พี่น้องประชาชนที่ค้าขายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานบริการอย่างอื่นสามารถเปิดบริการได้มากยิ่งขึ้น โดยมาตรการนี้จะเริ่มใช้วันที่ 15 ธันวาคมนี้ โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงสถานบันเทิงที่เปิดขายแค่เครื่องดื่มมึนเมาเท่านั้น แต่ทางกระทรวงมหาดไทยจะดูแลเรื่องของการแบ่งพื้นที่และเรื่องใบอนุญาตต่าง ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ทั้งนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแลประชาชนให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจกับนโยบาย เข้มงวดเรื่องเมาไม่ขับ เพิ่มการติดตั้งกล้อง CCTV และจะต้องมีการตรวจค้นยาเสพติดในสถานบันเทิงอย่างเข้มข้น
•    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เผยว่า ตอนนี้มีรายละเอียดประเภทของสถานบริการ ทั้งสถานบริการที่ได้รับอนุญาตและอยู่ในโซนนิ่งอยู่แล้ว จะสามารถเปิดบริการได้ถึง 04.00 น. กับร้านอาหารที่คล้ายสถานบริการที่มีเวลาปิด 24.00 น.จะหาทางให้เปิดถึง 02.00 น. เพื่อให้ทำมาหากิน แต่ขณะนี้กฎหมายอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ได้ถึง 24.00 น. แต่ช่วงเวลา 24.00 น. - 02.00 น. จะไม่สามารถเล่นดนตรีได้ เป็นเพียงแค่ขยายเวลาให้นั่งได้เท่านั้น 
•    ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ในส่วนของ กทม.หนึ่งในจังหวัดนำร่อง เสนอมาตรการขยายเวลาปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ
-    ขั้นตอนที่ 1 จะเริ่มนำร่องสถานบริการในพื้นที่โซนนิ่งเดิม เช่น ย่านอาร์ซีเอ รัชดา เพชรบุรี ทองหล่อ และผับบาร์ในโรงแรม ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ. โรงแรม 2547 ประเภท 4 เป็นโรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหาร หรือ สถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและห้องประชุม สัมมนา มีประมาณ 35 แห่ง ซึ่งง่ายต่อการควบคุมดูแล ทั้งเรื่องยาเสพติด ความปลอดภัย ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอยู่ก่อนแล้ว เป็นวิธีการที่ง่ายและทำได้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันใช้วันที่ 15 ธ.ค.นี้
-    ขั้นตอนที่ 2 สำรวจพื้นที่โซนอื่น ๆ ในส่วนนี้ต้องใช้เวลาเพราะมีหลายขั้นตอน เช่น ลงพื้นที่สำรวจจุด เมื่อได้จุดแล้วต้องตรวจสอบความเหมาะสม ทั้งตัวอาคาร ระบบภายในมีความปลอดภัย
ตามมาตรฐานหรือไม่ ที่สำคัญต้องสำรวจความเห็นประชาช ในพื้นที่ด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่ 
เพื่อไม่ให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญ กว่าจะได้ข้อสรุปใช้เวลานาน เมื่อได้แล้วค่อยทยอยทำเพิ่มเติมในภายหลัง

7. ขยายเวลาการเปิดให้บริการท่าอากาศยานเชียงใหม่ 24 ชั่วโมง 
•    เปิดดำเนินการท่าอากาศยานเชียงใหม่ ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป 
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และเที่ยวบินที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ จากเดิมเปิดดำเนินการทำการบิน 
18 ชม. หรือตั้งแต่เวลา 06.00 - 24.00 น. 
•    สั่งการให้ ทอท. หารือร่วมกับสายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดตารางการบินให้เหมาะสม และเกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด และให้ดำเนินการเป็นไปตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมทั้งให้มีมาตรการในการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามที่กฎหมายกำหนด
•    มอบหมายให้ ทอท. พิจารณาจัดสรรพื้นที่ในท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อให้วิสาหกิจชุมชนฯ นำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
•    คาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย จะมีเที่ยวบินและผู้โดยสารเส้นทางระหว่างประเทศของท่าอากาศยานเชียงใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปัจจุบันมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเฉลี่ยประมาณ 4,800 คนต่อวัน มีเส้นทางระหว่างประเทศ 20 เส้นทาง และมีเที่ยวบินระหว่างประเทศขาเข้าและขาออก (เที่ยวบินปกติ - เที่ยวบินพิเศษ) รวม 36 เที่ยวบินต่อวัน
•    การขยายเวลาการเปิดให้บริการของท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็น 24 ชม. ถือเป็นการปลดล็อคข้อจำกัดด้านเวลาที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว 
•    ข้อดีของการขยายเวลาเปิดให้บริการฯ :
-    เพิ่มการรองรับเที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศ (ทั้งขาเข้าและขาออก) ส่งผลให้สายการบินระหว่างประเทศพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินสู่ประเทศไทย
-    อำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว (Ease of Travelling)
-    เพิ่มศักยภาพและความพร้อมของไทยในการรองรับนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดระยะใกล้/ระยะไกล มายัง จ.เชียงใหม่ ในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก
-    เป็นศูนย์กลางในการกระจายการท่องเที่ยวออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ
•    พัฒนาท่าอากาศยานล้านนา อีสาน และอันดามัน
แผนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน
-    (18 ก.ย. 66) สำหรับแผนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามันนั้น เดิมเคยมีการศึกษาว่าไว้แล้วในเบื้องต้นตามแผนแม่บทที่จะพัฒนาเป็นท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 บริเวณตำบลโคกกลอย จังหวัดพังงา บนพื้นที่ราว 6,000 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาแผนประมาณ 8 เดือน
ทั้งนี้ ภายหลังจากการศึกษาแล้วเสร็จก็จะดำเนินการในขั้นตอนออกแบบรายละเอียดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตพื้นที่ทั้งหมด วิธีการก่อสร้าง งบประมาณ และ การทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หลังจากนั้นก็จะนำเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาขออนุมัติดำเนินการ และนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ในส่วนขั้นตอนการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และขั้นตอนการขออนุมัติ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจะดำเนินการในขั้นตอนเปิดประกวดราคา และดำเนินการก่อสร้างโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ปี รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573 – 2574
แผนพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา
-    ทอท.มีแผนลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 ที่จะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับท่าอากาศยานอันดามัน แต่เชียงใหม่จะมีความยากกว่าเนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน อาจทำให้การจัดหาที่ดินยากและล่าช้า ซึ่งพื้นที่เดิมที่เคยศึกษา คือ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน ประมาณ 
5,000 – 6,000 ไร่ วงเงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท 

8. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง
•    (12 ก.ย. 66)นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เป็นประธานการประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยว เพื่อหารือมาตรการเร่งรัดการท่องเที่ยวระยะสั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยในที่ประชุมได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดแนวทางการอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย (Ease of Travelling) ร่วมกับมาตรการการดูแลและรักษาความปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว และการนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (Experience Tourism) ในลักษณะการเชื่อมโยงเมืองหลักสู่การท่องเที่ยวเมืองรอง

•    นอกจากหัวเมืองหลักแล้ว รัฐบาลต้องการผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังเมืองรองด้วย เพื่อการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง เม็ดเงินจะไม่ได้กระจุกที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว นายกฯ เผย ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว “กลุ่มจังหวัดเมืองรอง” พร้อมสนับสนุน เนื่องจากกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ มีสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหารการกินที่น่าสนใจ
•    สั่งการไปถึง รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “มาดูแลเป็นพิเศษ” และให้กำชับสำนักงานท่องเที่ยวประจำจังหวัดนั้น ๆ ดำเนินการเพิ่มศักยภาพ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ เช่น น่าน กาฬสินธุ์ สุโขทัย อยุธยาฯ เป็นต้น
•    น่านเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม และในอดีตน่านเป็นเมืองคู่แฝดกับเมืองหลวงพระบาง ซึ่งหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก รัฐบาลจึงอยากจะผลักดันให้น่านเป็นเมืองมรดกโลกเช่นกัน เพื่อที่จะได้ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวน่านด้วย
 

นโยบาย “ขยายโอกาส”

1. ผลักดัน Soft Power เพื่อประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงวัฒธรรมไทยสู่สากล
รัฐบาลมีนโยบายให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Soft Power ของประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการ แผนงาน และมาตรการต่าง ๆ ที่มีผลกระทบสูง ผ่านคอนเทนต์ 11 อุตสาหกรรม ได้แก่ อาหาร กีฬา เฟสติวัล ท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ เกมภาพยนตร์ ศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อีกทั้งเป็นการส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก จัดทำแผนผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของไทยโดยจะเร่งขับเคลื่อน 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ หรือ One Family One Soft Power (OFOS) และ Thailand Creative Content Agency (THACCA) มีเป้าหมายยกระดับทักษะคนไทยจำนวน 20 ล้านคน 
สู่การเป็นแรงงานทักษะขั้นสูงและแรงงานสร้างสรรค์ และจะสามารถสร้างรายได้อย่างน้อย 4 ล้านล้านบาทต่อปี สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านชอฟต์พาวเวอร์ของโลก แนวทางการขับเคลื่อน OFOS และ THACCA 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 
1. การพัฒนาคนผ่านกระบวนการส่งเสริมบ่มเพาะศักยภาพ โดยเฟ้นหาคนที่มีความฝันและอยากทำความฝันนั้นให้เป็นจริง ทุกช่วงอายุ จำนวน 20 ล้านคน จาก 20 ล้านครัวเรือน โดยแจ้งลงทะเบียนกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อบ่มเพาะผ่านศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 
2. การพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์สาขาต่าง ๆ ภายในประเทศ 11 สาขา ได้แก่ อาหาร กีฬา เฟสติวัล ท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ ภาพยนตร์ เกม ศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่น กำหนดให้เป็นหน้าที่ขององค์กร THACCA ที่ จะถูกจัดตั้งขึ้นในอนาคต ดำเนินการปรับแก้กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย สนับสนุนเงินทุน วิจัยและพัฒนา สร้างแรงจูงใจด้านภาษี จัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ทุกจังหวัด เพิ่ม Co-Working Space ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ ริเริ่มไอเดียสร้างสรรค์ และต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ตั้งแต่ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับประเทศ 
3. การนำอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์รุกสู่เวทีโลก ด้วยการทูตเชิงวัฒนธรรม หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องนำซอฟต์พาวเวอร์ของไทยเผยแพร่สู่ตลาดโลก กำหนดเป้าหมายเป็นระยะสั้นและกลาง เพื่อขับเคลื่อนแผนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ 
•    ภายใน 100 วัน (11 มกราคม 2567) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองพร้อมให้ประชาชนลงทะเบียนแสดงความสนใจเข้ารับการบ่มเพาะ จะมีการปรับปรุงศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ในสถาบัน การศึกษาต่าง ๆ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกฎหมายบางส่วนในระดับกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาให้ส่งเสริมและสอดรับการดำเนินงานตามนโยบาย และจะร่วมจัด “Thailand Winter Festivals” สร้างปรากฏการณ์เฟสติวัลฤดูหนาวทั่ว ประเทศส่งท้ายปี 2566 
•    ภายใน 6 เดือน (3 เมษายน พ.ศ.2567) เริ่มต้นกระบวนการบ่มเพาะศักยภาพคนผ่านศูนย์
บ่มเพาะทักษะ สร้างสรรค์ พร้อมเสนอร่างพระราชบัญญัติ THACCA เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จะมีการจัดงาน เทศกาลสงกรานต์ทั้งประเทศให้เป็นเทศกาลระดับโลก 
หรือ World Water Festival และจัดงานซอฟต์พาวเวอร์ ฟอรัมนานาชาติ เพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์ของคน ในวงการซอฟต์พาวเวอร์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก
•    ภายใน 1 ปี (วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2567) กระบวนการบ่มเพาะศักยภาพคน จะสามารถสร้างแรงงานทักษะสูง และแรงงานสร้างสรรค์ ได้จำนวนอย่างน้อย 1 ล้านคน และคาดว่าร่างพระราชบัญญัติ THACCA จะได้รับ ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป รวมไปถึงการส่งเสริมการจัด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติและเทศกาลดนตรีนานาชาติ สนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในสาขาต่าง ๆ ไป ร่วมงานในระดับโลก
เป้าหมาย Soft Power สาขาท่องเที่ยว ดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ
-    100 วันแรก ทำแพลตฟอร์มเชื่อมโยง Talent กับผู้ประกอบการ, Tourism Entrepeneur Outreach Program, ทำ Service Brand ของประเทศ
-    6 เดือนแรก ส่งเสริม Online - Digital content ในต่างประเทศ, International travel Blogger's Exchange, ตั้งศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคลากรการท่องเที่ยว, ดึงงาน International Travel มาจัดที่ไทย
-    1 ปีแรก Thailand Tourism Data Center, ดันเมืองท่องเที่ยวไทยเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (UCCN), พัฒนาแหล่งท่องเทียวยั่งยืนตาม GSTC, เป็น Creative Powerhouse โลก
เป้าหมาย Soft Power สาขาเฟสติวัล ดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ
-    100 วันแรก สร้างการรับรู้งานเฟสติวัลของไทยสู่สายตาชาวโลก (Nationwide Events/Signature Events), มีงานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย 3,000 กิจกรรมโดยรัฐ-เอกชนกระจายทั่วประเทศ
-    6 เดือน ถึง 1 ปี ไทยติด 1 ใน 10 ประเทศ สุดยอดเฟสติวัลโลก, จัด Event และงานเฟสติวัล 10,000 กิจกรรม 365 วันโดยรัฐ-เอกชนทุกจังหวัด, จัด Signature Event และ World Event 20 กิจกรรม
5 Big Event สำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) 
-    กิจกรรมสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2566 นำเสนอประเพณีลอยกระทงอันทรงคุณค่า เน้นย้ำความสุขอย่างวิถีไทย
-    Amazing Thailand Marathon Bangkok 2023 ตอกย้ำความพร้อมของกรุงเทพฯ ประเทศไทยก้าวสู่ Sport Tourism Destination ระดับโลก คาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 580 ล้านบาท
-    กิจกรรม Amazing Thailand Passport Privileges มอบสิทธิประโยชน์การใช้จ่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
-    Vijit Chao Phraya 2023 แต่งแต้มสีสันแนวแม่น้ำเจ้าพระยายาม ค่ำคืนตลอดทั้งเดือนธันวาคม
-    ส่งท้ายด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Countdown 2024 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทย เป็น Global Countdown Destination ยอดนิยมในใจของนักท่องเที่ยว ทั่วโลก
คกก. พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เคาะ 5,164 ล้านบาท ดันอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ 11 ด้าน 
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ได้เห็นชอบในหลักการที่แต่ละโครงการ กิจกรรม และอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ไทย 11 ด้าน เสนอ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 5,164 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้

1. สาขาเฟสติวัล : ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูล การสื่อสาร และการผลักดันเฟสติวัลต่าง ๆ งบประมาณ 1,009 ล้านบาท
2. สาขาท่องเที่ยว : จัดระบบการท่องเที่ยวใหม่ทั้งระบบ การสร้างกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว งบประมาณ 711 ล้านบาท
3. สาขาอาหาร : มี 3 โครงการใหญ่ ได้แก่ 1 หมู่บ้าน 1 เชฟอาหารไทย, เชฟชุมชน และเชฟชาแนล งบประมาณ 1,000 ล้านบาท
4. สาขาศิลปะไทย : ดำเนิน 5 โครงาร อาทิ เปิดหอศิลป์บริเวณถนนรัชดาภิเษก จัดตั้งสภาศิลปะแห่งประเทศไทย จัดกองทุนสนับสนุนศิลปการแสดงร่วมสมัย งบประมาณ 380 ล้านบาท
5. สาขาออกแบบ : ส่งเสริมไทยแลนด์แบรนด์ งบประมาณ 310 ล้านบาท
6. สาขากีฬา : เน้นส่งเสริมประสิทธิภาพมวยไทย กิจกรรมมวยไทย ทั้งในและต่างประเทศ งบประมาณ 500 ล้านบาท
7. สาขาดนตรี : พัฒนาหลักสูตรเฉพาะ และส่งเสริมการฝึกอบรม ส่งเสริมศิลปินไทยสู่ระดับโลก งบประมาณ 144 ล้านบาท
8. สาขาหนังสือ : ให้หนังสือไทยออกสู่หนังสือนานาชาติ งบประมาณ 69 ล้านบาท
9. สาขาภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ : การจัดเทศกาลเอกซ์โปรในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ ผลักดันสู่ออสการ์ งบประมาณ 545 ล้านบาท
10. สาขาแฟชั่น : พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ และส่งเสริมการแสดงสินค้าในต่างประเทศ งบประมาณ 268 ล้านบาท
11. สาขาเกม : พัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมผู้ประกอบการ ส่งเสริมกองทุนและสร้างสนามกีฬาอีสปอร์ตแห่งชาติ งบประมาณ 374 ล้านบาท

หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปหารือกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง ซึ่งโครงการบางส่วนมีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐอยู่แล้ว หรือบางสาขาตั้งงบประมาณน้อยกว่าที่จะต้องใช้ จึงอาจต้องมีการทบทวนให้เสร็จสิ้นภายใน 14 ธันวาคมนี้ ก่อนส่งให้คณะกรรมการฯ ชุดใหญ่พิจารณาอีกครั้งในเดือนมกราคม 2567
นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล เปิดเผยว่า ในปีหน้าคณะกรรมการฯ ได้มีการจัดเตรียมกิจกรรมไว้กว่า 10,000 กิจกรรม 365 วันทั่วไทย โดยวาระแห่งชาติคือ การจัดกิจกรรม "มหาสงกรานต์ World water Festival" ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าแห่งสงกรานต์โลก ผ่านงานมหาสงกานต์ตลอดเดือนเมษายน โดยมีศูนย์กลางที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร มีการออกร้านและจัดแสดงวัฒนธรรมไทย ครอบคลุม 11 ซอฟต์พาวเวอร์ คาดการณ์ว่าจะมีรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท

2. Land Bridge เปิดประตูการค้าสองฝั่ง ลดปัญหาช่องแคบมะละกา
โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เป็นการเชื่อมโยงทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงปรับปรุงการเชื่อมต่อในพื้นที่อันดามันทางตอนใต้ ลดระยะเวลาในการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ภายใต้แนวคิด “One Port, Two Sides” ในระยะทางทางบก 90 กิโลเมตรทาง ช่วงจังหวัดชุมพร – ระนอง 
“แลนด์บริดจ์” เส้นทางการเดินเรือแห่งใหม่ของโลก
โครงการ “แลนด์บริดจ์” ใช้ขนถ่ายสินค้าหลักระดับภูมิภาคและจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นเส้นทางการเดินเรือใหม่ของโลกที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมือง ลดระยะเวลา
การขนส่งทางทะเล และแก้ปัญหาของความล่าช้าในการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน อีกทั้งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า ประกอบด้วย เขตการค้า เมืองท่าและเขตอุตสาหกรรม และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 - 2583 โดยจะมี
การคัดเลือกเอกชนในรูปแบบการประกวดราคานานาชาติ (International Bidding) สัญญาเดียว มีระยะเวลาสัญญาในการบริหาร 50 ปี ประกอบด้วย การพัฒนาท่าเรือ 2 ฝั่ง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และทางรถไฟ ในส่วนของกลุ่มนักลงทุนนั้นจะต้องมีการรวมกลุ่มกันของทั้งผู้ประกอบการเดินเรือ ผู้ให้บริการ
โลจิสติกส์ ผู้ประกอบการท่าเรือ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักลงทุนด้านอุตสาหกรรม ซึ่งกฎหมายใหม่
จะถูกร่างขึ้นเพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดสิทธิพิเศษให้กับนักลงทุน จากการประเมิน พบว่า ภายใต้ระยะเวลาสัญญา 50 ปี นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ด้านการเงินไม่น้อยกว่า 10% โดยมีระยะเวลาคืนทุนที่ 24 ปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากรายได้จากการบริหารท่าเรือ 
และขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือเท่านั้น ทั้งนี้ หากนักลงทุนมีการพัฒนาเพิ่มเติมจากการอุตสาหกรรม และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จะช่วยสร้างผลประโยชน์ด้านการเงิน และระยะเวลาคืนทุนจะดีกว่าการประเมินข้างต้น
ทั้งนี้ เมื่อดำเนินโครงการอย่างเต็มรูปแบบจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม สร้างงาน 280,000 ตำแหน่ง GDP ของไทยจะเติบโต 5.5% ต่อปี หรือเทียบเท่ากับ 670,000 ล้านดอลลาร์
Thailand Landbridge Roadshow ดึงดูดภาคธุรกิจต่างชาติร่วมลงทุน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ารัฐบาลจะใช้โอกาสการประชุมเอเปค ครั้งที่ 30 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ จัดงาน Thailand Landbridge Roadshow ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี 
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ Landbridge พร้อมให้ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ทั้งโอกาสทางธุรกิจ รูปแบบการลงทุน ศักยภาพทำเลที่ตั้งของพื้นที่โครงการ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ เพื่อดึงดูดนักลงทุนภาคธุรกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ให้ความสนใจ ทั้งสายการเดินเรือ ผู้บริหารท่าเรือ กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น 
ซึ่งกลุ่มนักลงทุนต่างให้ความสนใจประเด็นโอกาสในการลงทุนของโครงการ
ซึ่งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ได้เดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้นานาประเทศได้รู้จักโครงการเพิ่มมากขึ้น ขณะนี้มีนักลงทุนจากหลากหลายประเทศต่างให้ความสนใจโครงการเป็นอย่างมาก อาทิ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศฝั่งตะวันออกกลาง และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น
ส่องมูลค่า “แลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจ็กต์ 1 ล้านล้านบาท
โครงการลงทุนแลนด์บริดจ์มีมูลค่าการลงทุนถึงประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยการลงทุนจะเป็นรูปแบบให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการรัฐ (PPP) ประกอบไปด้วยการลงทุน 4 ระยะ ครอบคลุมโครงการท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร และระนอง มอเตอร์เวย์ ท่อขนส่งน้ำมัน ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน รองรับการขนส่งสินค้าจากทางเรือจากท่าเรือ 2 ฝั่ง โดยการลงทุนในแต่ละเฟสของโครงการมีมูลค่า ดังนี้
•    ระยะที่ 1 ประมาณการลงทุน 6.09 แสนล้านบาท
•    ระยะที่ 2 ประมาณการลงทุน 1.647 แสนล้านบาท
•    ระยะที่ 3 ประมาณการลงทุน 2.28 แสนล้านบาท
•    ระยะที่ 4 ประมาณการลงทุน 8.51 หมื่นล้านบาท


3. เปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้าน 4 ประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลฯ
ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 11 กันยายน 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยืนยันจะพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนรวมถึงจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเปิดประตูการค้า เพียง 78 วัน หลังแถลงนโยบายและบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีได้ทำตามสัญญา เดินหน้าลงพื้นที่และพบปะผู้นำประเทศ เพื่อเปิดประตูการค้าชายแดน 4 ด้านกับ 4 ประเทศ ดังนี้
•    สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา 
(15 กันยายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 จังหวัดเชียงราย และสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ด่านพรมแดนไทย-เมียนมา เพื่อผลักดันการค้าสิ่งถูกกฎหมายชายแดนซึ่งมีมูลค่าสูงและเพิ่มไปได้อีกหลายเท่า ผ่านการเพิ่มความคล่องตัวในการค้าขาย
•    ประเทศลาว
(30 ตุลาคม 2566) นายกรัฐมนตรีได้เยือนประเทศลาวอย่างเป็นทางการ และได้ร่วมเป็นประธานเปิดสถานีรถไฟเวียงจันทร์ (คำสะหวาด) ซึ่งเป็นโครงการที่ไทยให้การสนับสนุนและจะเป็นการขยายเส้นทางคมนาคมทางรางระหว่างไทย-ลาวจากเส้นทางระยะแรก (หนองคาย - ท่านาแล้ง) ถึงเวียงจันทร์ 
โดยนายกรัฐมนตรีขอให้เร่งรัดการจัดทำกรอบความตกลงเพื่อเดินรถไฟมาถึงสถานีดังกล่าวในต้นปีหน้า 
เพื่อเป็นประโยชน์ร่วมคนทั้งสองประเทศในการค้าขายและการท่องเที่ยวระหว่างกัน
•    ประเทศกัมพูชา
(28 กันยายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้เยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ยืนยันความใกล้ชิดและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสนอจัดการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อเดินหน้ายกระดับจุดผ่านแดนและเพิ่มปริมาณการค้าชายแดน รวมถึงศูนย์แรกรับเหยื่อการค้ามนุษย์และกลุ่มเสี่ยง
(25 พฤศจิกายน 2566) นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เร่งการก่อสร้างอาคาร CIQ ของกรมศุลกากร 
ณ สะพานมิตรภาพไทย - กัมพูชา (บ้านหนองเอี่ยน - สตึงบท) และตรวจจุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เร่งยกระดับเป็นศุลกากรแบบ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้าระหว่างสองประเทศ
•    ประเทศมาเลเซีย 
(11 ตุลาคม 2566) นายกรัฐมนตรีเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เดินหน้าความร่วมมือการค้าร่วมกัน โดยหวังเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายแดน เป็นพื้นที่เพิ่มพูนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และได้ชวนนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยี่ยมด่านสะเดา
(27 พฤศจิกายน 2566) นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในโอกาสเยือนไทยเพื่อการเจรจาทำงาน โดยลงพื้นที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ต่อยอดการพบกันครั้งก่อน ซึ่งจะเร่งผลักดันการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่
กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย และสะพานสุไหง โก-ลก จังหวัดนราธิวาส กับรันเตาปันจัง แห่งที่ 2 
โดยมาเลเซียจะช่วยเร่งรัดการก่อสร้างถนนฝั่งมาเลเซียสำหรับการก่อสร้างสะพานสุไหง โก-ลก เพื่อกระตุ้นศักยภาพพื้นที่ชายแดนไทย -มาเลเซีย
4. มิติใหม่เจรจา ไทย - มาเลเซีย ต่อยอดความร่วมมือพัฒนาชายแดน แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ณ ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ในวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายนนี้ เพื่อสำรวจความคืบหน้าการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย และมีกำหนดการหารือทวิภาคีกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม (Dato’ Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อผลักดันในประเด็นที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือกันไว้ ในเรื่องสถานการณ์การค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ก่อนเดินทางไปสำรวจจุดเชื่อมถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียร่วมกัน
จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 27 ของประเทศ เป็นอันดับที่ 3 ของภาคใต้ และเป็นขนาดเศรษฐกิจใหญ่ลำดับที่ 1 มีด่านศุลกากรทั้งสิ้น 5 ด่าน ประกอบด้วยด่านศุลกากรสะเดา ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ ด่านศุลกากรบ้านประกอบ ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งด่านที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาคือ ด่านศุลกากรสะเดา เพราะถือเป็นด่านชายแดนทางบกสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุดของไทย ในแต่ละปีมีสินค้าและนักท่องเที่ยวผ่าน
เข้า-ออกเป็นจำนวนมาก 
ที่ผ่านมา ด่านศุลกากรสะเดา ประสบปัญหาการจราจรอย่างมาก จึงมีการก่อสร้างด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และรองรับการขยายตัวของธุรกิจการค้าชายแดน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือการสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างไทย-มาเลเซีย โดยหากเปิดให้บริการเต็มระบบได้ จะช่วยลดปัญหาการจราจรบริเวณหน้าด่านสะเดาเดิม อีกทั้งยังช่วยผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย
นอกจากนี้ จังหวัดสงขลายังได้สนับสนุนการขับเคลื่อนการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยขอยกเว้นการยื่นรายการ ตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นการชั่วคราว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการยื่นรายการตามแบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ ตม.6) ที่บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 - 30 เมษายน 2567 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการออกประกาศให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็วต่อไป
ทั้งนี้ มาเลเซียนับเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญและมีความสัมพันธ์หลากหลายมิติกับไทย การเข้าพบหารือของนายกรัฐมนตรีไทยและมาเลเซียบริเวณชายแดนด่านสะเดา สะท้อนความความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะการค้าการลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งมาเลเซียเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 4 ของไทย และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในอาเซียน (โดยตั้งเป้าจะเพิ่มมูลค่าการค้าให้บรรลุเป้าหมายที่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30 billion USD) ภายในปี 2568) ซึ่งการตกลงร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทยและมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวก เพิ่มความเชื่อมโยงในการเดินทาง รวมถึงการค้าขายบริเวณชายแดนระหว่างกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อประโยชน์ของประชาชนไทยและมาเลเซียโดยตรง ทั้งการค้า ลงทุน การท่องเที่ยว ด้านเศรษฐกิจ และทางด้านสังคม ตลอดจนการไปมาหาสู่ระหว่างกัน
5. เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร
วันที่ 15 ธ.ค. 2566 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาอนุญาตให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ทั่วประเทศ 22 ล้านไร่ จำนวน 1,628,520 ราย เอกสารสิทธิรวม 2,205,561 ฉบับ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จะเริ่มทยอยเปลี่ยน สปก. 4-01 เป็นโฉนดฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป 
รู้จักที่ดิน สปก.
"ที่ดิน ส.ป.ก." หรือที่ดิน "ส.ป.ก. 4-01" คือ เอกสารแสดงการครอบครองที่ดินที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกให้กับประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน   ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ระบุ ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน ส.ป.ก. มี 3 ประเภท คือ
1. เกษตรกร
2. ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
  – ผู้ยากจน มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/คน/ปี
– จบการศึกษาทางเกษตรกรรม ไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า
– เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
3. สถาบันเกษตรกร
– กลุ่มเกษตรกร
– สหกรณ์การเกษตร
– ชุมชนสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
ผู้มีสิทธิยื่นคำขอเปลี่ยนโฉนด
•    เกษตรกรที่ถือเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. อยู่แล้ว และยังใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับการเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยได้รับสิทธิ์ตามเอกสารสิทธิ์ที่ตนถืออยู่ แต่ยังไม่สามารถซื้อขายที่ดินดังกล่าวได้ในระยะเวลา 5 ปี จากวันที่ได้รับโฉนด
•    กรณีที่มีความจำเป็นในการกู้ยืม (การจำนอง) หรือจำเป็นจะต้องขายที่ดินที่ได้รับโฉนดนั้นก่อนเวลา 5 ปี ให้ดำเนินการผ่านธนาคารที่ดิน (ที่จะจัดตั้งขึ้น) โดยธนาคารที่ดินจะคิดราคาที่ดินตามราคาประเมินของที่ดินที่มีโฉนด
•    เกษตรกรที่ยังไม่ได้เป็นผู้ถือเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก. (หรือเป็นผู้ซื้อ/เปลี่ยนมือที่ดิน ส.ป.ก.) เกษตรกรจะได้รับการเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน หาก (ก) เกษตรกรมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำการเกษตรต่อเนื่องมา 10 ปีขึ้นไป และ (ข) มีเอกสารหรือพยานการทำข้อตกลง/การยินยอมจากผู้ที่มีชื่อในเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. รวมถึง (ค) เกษตรกรผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินไม่เกิน 10 ล้านบาท เกษตรกรดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนดได้ไม่เกิน 50 ไร่
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ 
1.    การจัดที่ดินยังคงเป็นไปเพื่อประกอบเกษตรกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ 
2.    สามารถเปลี่ยนมือได้ระหว่างเกษตรกรที่มีคุณสมบัติด้วยกันตามที่กฎหมายกำหนด 
3.    ต้องปลูกไม้มีค่าในพื้นที่ตามสัดส่วนที่ ส.ป.ก. กำหนด 
4.    สามารถใช้ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทุกแห่ง โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ 
5.    ต้องถือครอง ส.ป.ก. 4-01 และทำประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี 
สถานที่ยื่นเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนด
1.    ส.ป.ก. ทุกจังหวัด
2.    หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ของ ส.ป.ก.
3.    ระบบ Online Web site ส.ป.ก. www.alro.go.th
เอกสารที่ต้องเตรียม
1.    ส.ป.ก.4-01 (ฉบับผู้ถือ) หรือ สำเนาสัญญาเงินกู้ ธ.ก.ส. (กรณีกู้เงิน ธ.ก.ส.)
2.    บัตรประจำตัวประชาชน
3.    สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ - สกุล (ถ้ามี)
มอบของขวัญปีใหม่ ยกระดับชีวิตและคุณภาพของเกษตรกร
•    เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้และจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
•    ส.ป.ก. ยังเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งถนน แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ ระบบไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย
 

นโยบาย “ปฏิรูปโครงสร้าง”

1. พ.ร.บ. อากาศสะอาด “คืนลมหายใจ คืนอากาศสะอาด”
ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ  โดย นางสาวเกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เกิดผลเป็นรูปธรรมและเท่าทันต่อเหตุการณ์ จึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) เร่งรัดเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดต่อ ครม. โดยเร็ว
    ทั้งนี้ พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ โดยได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทุกรูปแบบ รวมถึงมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่ ตลอดจนการมีเครื่องมือหรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ รวมถึงประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบ และมีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม ปรับลด และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศร่วมกัน
 สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. คณะกรรมการเพื่อการจัดการอากาศสะอาด กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและเชิงวิชาการ และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ดังนี้
1.1 คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด 
1.2 คณะกรรมการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด 
1.3 คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด
2. ระบบการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดของประเทศ
3. มาตรการการลดและควบคุมมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด 
4. เขตเฝ้าระวังและเขตประสบมลพิษทางอากาศ
5. เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด 
6. ความรับผิดทางแพ่งและบทกำหนดโทษ

2. พ.ร.บ. การประมงฉบับใหม่ “ชุบชีวิตประมง ไทยคืนชีวิตให้ชาวประมง”
•    รัฐบาลมีนโยบายพลิกฟื้นอุตสาหกรรมประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ
และประชาชนอีกครั้ง โดยมุ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสม 
เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน และเร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ทั้งชาวประมงพื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ 
ที่มีผลกระทบต่อชาวประมง เพื่อพัฒนาความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวประมงให้สามารถ
ทำอาชีพประมงได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงการรักษาทรัพยากรทางทะเลของไทยให้มีผลผลิตได้อย่างยั่งยืน
•    (31 ก.ย. 66) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ โดยมีเจตนารมณ์ในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลเพื่อความยั่งยืน
•    ความคืบหน้า 3 ประเด็นหลัก
-    ทบทวนการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติชุดเดิมจำนวน 8 ชุด เพื่อปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
-    ขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการ แก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงและอุตสาหกรรมการประมง (IUU-ประมง) โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 6 คณะ ประกอบด้วย 
        1. คณะอนุกรรมการ ปรับปรุงแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่
 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 
        2. คณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับภาคการประมง 
        3. คณะอนุกรรมการด้านการเจรจากับองค์กรระหว่างประเทศและต่างประเทศ 
        4. คณะอนุกรรมการจัดระเบียบการประมงทะเล และการฟื้นฟูทะเลและ
 อุตสาหกรรมต่อเนื่อง 
        5. คณะอนุกรรมการช่วยเหลือ ชดเชย ความเสียหายในภาคประมง 
        6. คณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั้งนี้ การดำเนินการของคณะอนุกรรมการด้านการเจรจาฯ มีหน้าที่ไปเจรจากับทางสหภาพยุโรป หรืออียู เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการทำการประมงของไทยในภาคเศรษฐกิจในเวทีโลก
-    การดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เร่งรัดการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำการประมงและดำเนินโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ เพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน โดยให้ดำเนินการชดเชย เยียวยา ในการซื้อเรือที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาประมง IUU และยังไม่ได้ดำเนินการ ให้เร่งรัดดำเนินการให้เสร็จสิ้นด้วย

•    สนับสนุนและปรับกลไกการทำงานแก้ไขปัญหาให้ชาวประมง ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทในการทำการประมงในปัจจุบัน 
•    ให้ความสำคัญกับชาวประมงพื้นบ้านโดยการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการการประมงทะเลและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อฟื้นฟูการประมงไทยให้มีความยั่งยืน สร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวประมง 
•    ปัจจุบันภาคประมงไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้าประมงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี เป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มอาเซียน และจีน

3. เดินทางปรับปรุงกฎหมาย 4 ด้าน อำนวยสะดวกการลงทุน ยกระดับประเทศ
•    รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมผลักดันการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ 4 ด้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เป็นข้อจำกัดอุปสรรค จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญที่จะนำมาปรับปรุงกฎหมายก่อน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นสำหรับการปรับปรุงกฎหมายจาภาคเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมด้วย 
•    โดยกำหนดประเด็นสำคัญ 4 ด้านในการปรับปรุงกฎหมายระยะแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจและสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะในการดูแลรับผิดชอบในแต่ละประเด็น ประกอบด้วย
- ด้านการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ : มีศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตทำงาน การรายงานตัว การยกเว้นใช้แบบรายการของคนต่างด้าวซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร (ตม.6) ให้ครอบคลุมถึงพาหนะทางบกและทางเรือ การดำเนินการที่เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือการเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร และการทำงานของแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ 
- ด้านการพัฒนารับบการอนุญาตหลัก (Super License) : มีนางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขอรับอนุญาตในประเภทธุรกิจที่มีความสนใจในการลงทุนประกอบธุรกิจแต่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ให้สามารถใช้ใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียวประกอบธุรกิจได้ โดยจะเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ 
    1. การประกอบกิจการร้านอาหาร 
    2. การประกอบธุรกิจที่พักขนาดเล็ก ส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน 
    3. การขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย
- ด้านการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ : มีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับ 2 ประเด็น ได้แก่
    1.  การนำเข้า-ส่งออกสินค้า เพื่อลดข้อจำกัดและระยะเวลาของผู้ประกอบการ เช่น การลดการเปิดตรวจสินค้าถ่ายลำ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประเภทของสินค้านั้น 
    2. การขออนุญาตนำสินค้าเข้า-ออกเพื่อการแสดงสินค้าและนิทรรศการ (MICE) โดยจะช่วยดึงดูดให้มีการนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยจำนวนมากขึ้น
- ด้านการผลักดันพลังงานสะอาด (Clean Energy) : มีนายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา เป็นประธานอนุกรรมการ เกี่ยวกับการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนพลังงานชาติ และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน
•    ภายในเดือนธันวาคม เปิดรับฟังความคิดเห็นของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการปรับปรุงกฎหมาย พร้อมทั้งกำหนดที่จะหารือร่วมกับหอการค้าสหภาพยุโรป และหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ในการทำงานของคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
•    คาดว่าภายในปลายเดือนมกราคม 2567 จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน รอบด้าน และสามารถที่จะกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการเพื่อให้มีความชัดเจนต่อไปได้

4. ผลักดัน พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายให้การรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีคู่รักเพศเดียวกันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจำนวนมาก โดยขาดเครื่องมือทางกฎหมาย  ในการจัดการความสัมพันธ์ทางครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อครอบครัวหลากหลายทางเพศหลายประการ เช่น สิทธิในการตัดสินใจในการรักษา พยาบาล สิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน และสิทธิในการรับมรดก
    ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่กระทรวงยุติธรรมเสนอเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้บุคคล 2 คน ไม่ว่าเพศใดสามารถทำการหมั้นหรือสมรสกันได้ แก้ไขคำว่า “ชาย” “หญิง” “สามี” “ภริยา” และ “สามี ภริยา” เป็น “บุคคล” “ผู้หมั้น” “ผู้รับหมั้น” และ “คู่สมรส” เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมคู่หมั้น หรือคู่สมรส ไม่ว่าจะมีเพศใด รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นมีสิทธิ หน้าที่ และสถานะทางครอบครัวเท่าเทียมกับคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง              สรุปสาระสำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้
-    เหตุการณ์เรียกค่าทดแทนเนื่องจากผิดสัญญาหมั้น กรณีที่คู่หมั้นไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ให้ครอบคลุมกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเพศใด กำหนดให้คู่หมั้น           ฝ่ายหนึ่งอาจเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งได้ร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตน หรือผู้ซึ่งกระทำกับคู่หมั้นของตนเพื่อสนองความใคร่ของผู้นั้น หรือคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรจะรู้ถึงการหมั้นนั้น
-    การกำหนดอายุขั้นต่ำในการจดทะเบียนสมรส การสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควรศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้
-    เงื่อนไขแห่งการสมรสใหม่ กำหนดให้หญิงที่ชายผู้เป็นคู่สมรสตายหรือที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่นจะทำการสมรสใหม่กับชายได้ต่อเมื่อการสิ้นสุดแห่งการสมรสได้ผ่านพ้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่
1. คลอดบุตรแล้วในระหว่างนั้น
2. สมรสกับคู่สมรสเดิม
3. มีใบรับรองแพทย์ประกาศนียบัตรหรือปริญญาซึ่งเป็นผู้ประกอบการ รักษาโรคในสาขาเวชกรรมได้ตามกฎหมายว่ามิได้มีครรภ์  
4. มีคำสั่งของศาลให้สมรสได้
-    การเพิกถอนการสมรส (ในกรณีมิได้มีการขอเพิกถอนการมรส ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส) กำหนดให้กรณีถ้าศาลมิได้สั่งให้เพิกถอนการสมรสจนบุคคลทั้งสองมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ หรือในกรณีการสมรสระหว่างชายหญิงเมื่อหญิงมีครรภ์ก่อนอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ให้ถือว่าการสมรสสมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส
-    เงื่อนไขที่ทำให้การเพิกถอนการสมรสสิ้นสุด กำหนดให้สิทธิขอเพิกถอน การสมรสเป็นอันระงับเมื่อคู่สมรสนั้นมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือในกรณีการสมรสระหว่างชายหญิงเมื่อหญิงมีครรภ์
ความแตกต่าง    
    สำหรับความแตกต่างเมื่อเทียบสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม กับ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต นั้นมีความแตกต่างกัน คือ พ.ร.บ.คู่ชีวิต จะเป็นการรับรอง ชายแต่งกับชาย หรือ หญิงแต่งกับหญิง แต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันได้แต่ไม่รับรองเรื่องของสิทธิตามกฎหมายของคู่สมรสนั้น ยกตัวอย่างเช่น กรณีชายกับชายเป็นสามีภรรยากัน หากใครคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตไป กฎหมายปกติถ้าเป็นชายกับหญิงคู่สมรสจะได้สิทธิทางกฎหมาย อาทิ มรดก สิทธิต่าง ๆ แต่ พ.ร.บ.คู่ชีวิตจะไม่ได้ แต่ถ้าหากเปลี่ยนเป็น พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมแล้วแม้ว่าจะเป็นหญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย ถือเป็นคู่สมรสที่จะได้สิทธิของคู่สมรสจากเดิมที่เป็นสามีภรรยากันอย่างไร 
คู่สมรสตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ก็จะได้เหมือนกับคู่สมรสที่เป็นชายกับหญิงเหมือนกัน 
    ซึ่งหลังจากครม. ได้รับรองร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อใช้รับรองการเรื่องสมรสเท่าเทียม แล้วจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้

5. ยกร่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และเกม ฉบับใหม่ ลดอำนาจรัฐ ส่งเสริมผู้ประกอบการ
•    (26 พ.ย.66) นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์เเละเกม ฉบับใหม่ ว่าปัจจุบันกระทรวงวัฒนธรรมได้ยกร่างกฎหมายไว้เป็นที่เรียบร้อยเเล้ว เพื่อปรับปรุงเเก้ไขให้ทันสมัย เน้นการสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการมากกว่าการสร้างอุปสรรคในการผลิตงานภาพยนตร์ เเละงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการประกอบกิจการทางธุรกิจ
•    ร่างกฎหมายฉบับใหม่จะมุ่งเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการภาพยนตร์เเละเกม และยังคงมาตราฐานในการคุ้มครองเด็กเเละเยาวชนในการเสพสื่อภาพยนตร์ เเละเกมไว้
•    ในส่วนของสาระสำคัญ ภาครัฐจะไม่มีอำนาจในการสั่งให้ผู้ผลิตเเก้ไขหรือตัดทอนเนื้อหาของภาพยนตร์เเละเกม รวมถึงการสั่งเเบนห้ามฉายด้วย แต่จะสนับสนุนให้นำระบบการจัดเรตมาให้ภาคเอกชนรับรองตนเองตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนสร้างสรรค์ผลงาน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยการสร้างเครื่องมือให้คำเเนะนำเเก่ผู้รับชม เเละผู้ปกครองในการดูเเลเด็กเเละเยาวชน ซึ่งรัฐจะควบคุมเท่าที่จำเป็น
•    เพื่อไม่ให้เกิดการซับซ้อนในอำนาจหน้าที่ระหว่าง พ.ร.บ. ของ THACCA ที่กำลังจะมีขึ้น ร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องพิจารณาให้รอบคอบในเรื่องของขอบข่ายอำนาจหน้าที่ รวมถึงการดูเเลเเละส่งเสริมในเรื่องเกม ยังเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคมจะต้องหารือร่วมกันเกี่ยวกับภารกิจในเรื่อง ‘เกม’ ว่าใครจะเป็นผู้ดูเเล เพื่อให้เกิดความชัดเจนในภารกิจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ นำไปสู่กระบวนการออกกฎหมายต่อไป


image รูปภาพ
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar